มาเลเซียอีกซักโพสต์

ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ใน pantip “มาเลเซีย-สิงคโปร์ ด้วยงบแปดพันบาท” ผ่านทางโพสต์นี้ในการก๊อปข้อมูลมาใส่ไว้ในบล็อกส่วนตัวประกอบการเดินทางไปมาเลเซียนะคะ
ข้อมูลเต็ม ๆ พร้อมรูป: hปปp://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E11600989/E11600989.html

“วันแรก ถึง LCCT ตอนประมาณ 10.30 น. … เราจึงตัดสินใจที่จะไปมะละกาโดยไม่เข้า KL เราจัดการซื้อตั๋วรถบัสไปมะละกาที่ตึก domestic arrival ราคาประมาณ 21.9 RM รถออก 11.30 น.ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 2-2.30 ชม. ก็ถึง meleka sentral จากนั้นก็ขึ้นรถเมล์สาย 17 ราคา 1 RM ไปลงที่ clock tower”

“หลังจากลงรถเจ้าของของกระทู้ก็ตามหาที่พักค่ะ โดยเดินไปฝั่ง Chinatown ช่วงนี้ใกล้ตุรษจีนเลยมีการตกแต่งโคมไฟกัน ที่ๆเล็งไว้คือ Sayang Sayang Hostel เจ้าของกระทู้เคยมาพักที่นี่ครั้งนึงอาจไม่สบายหรือสะอาดมากแต่ก็ถือว่านอนได้ ราคาแค่ 20 RM เท่านั้น ถูกมากกกค่ะ แถมด้านหลังของที่พักยังติดแม่น้ำอีกต่างหาก บรรยากาศดีมากค่ะ”

“พอตกเย็นเราก็ตัดสินใจเดินไปที่ช่องแคบมะละกา โดยดูจากแผนที่แล้วน่าจะต้องเดินเลียบแม่น้ำเข้าไว้เพื่อไปออกปากอ่าวพอดี เราเดินไปจนเจอสะพาน จึงตัดสินใจเดินขึ้นไปบนสะพานเพราะไหนๆก็มาถึงนี่แล้วขอไปเห็นหน้าตาของช่องแคบมะลกาที่เคยได้ยินชื่อมาตั้งแต่เด็กๆ อยากจะบอกว่าถ้าคุณได้มาที่มะละกาอย่าพลาดการชมวิวพระอาทิตย์ตกที่เมืองนี้เด็ดขาดเพราะมันสวยมากกก จุดชมวิวที่เจ้าของกระทู้คิดว่าเหมาะแก่การดูพระอาทิตย์ตกมีอยู่สองที่คือ
1. บนสะพานที่อยู่ตรงปากช่องแคบมะกา
2. ตรงโบสถ์เซ็นท์ปอล
อยากจะบอกว่าสวยมากกก และก็โรแมนติกมากด้วยนะค่ะ”

“แต่ตอนเจ้าของกระทู้ไปที่ปากช่องแคบมะละกาพึ่งจะหกโมงเย็น พระอาทิตย์ก็เลยยังไม่ตกดี แต่คิดว่าถ้ามาถูกเวลากว่านี้คงจะสวยมาก เจ้าของกระทู้กับเพื่อนเลยเดินกลับไปดูพระอาทิตย์ตกที่โบสถ์เซ็นท์ปอลค่ะ สวยมากก มีคนเยอะมากพอสมควรเลยค่ะ … พอเริ่มค่ำแถวย่าน ducth squre ก็จะเปิดไฟทำให้ตึกดูสวยไปอีกแบบค่ะ เดินเล่นกันอยู่พักนึง ก็เดินไปย่าน china town เดินเล่นหาของกินที่ถนนคนเดินซึ่งจะเปิดทั้งเสาร์และอาทิตย์ค่ะ จากนั้นก็กลับที่พักเตรียมตัวไปสิงคโปร์วันพรุ่งนี้ค่ะ”

“วันที่ 2 เราตื่นแต่เช้า เช็คเอาท์กันตอนเจ็ดโมงเช้า เพื่อให้ทันรถไปสิงคโปร์รอบ 8.00 น. เราเลือกของ Delima ราคา 20 RM ใช้เวลาประมาณ 4 ชม.เราก็มาถึงด่านที่สิงคโปร์ แล้วเรื่องที่กลัวก็เกิดขึ้น เราตกรถบัสค่ะ แต่ที่เราตกรถบัสก็เป็นเพราะว่าเราลืมกรอกใบ ตม. เข้าสิงคโปร์นั่นเอง ก็ใบ ตม. ไม่ได้แจกบนรถ แถมที่แจกที่ด่านก็อยู่ซะมองไม่เห็น ถ้าเดินเข้ามาจากประตูเข้า ตม. ให้มองด้านขวามือนะค่ะ มันจะมีโต๊ะให้ยืนกรอกใบ ตม. อยู่ลักษณะเหมือนเราไปธนาคารให้หยิบใบแล้วกรอกเอง เราคลาดกับรถบัสไม่ถึง 5 นาทีเท่านั้น เสียดายมาก

แต่โชคดีที่มีแผนสำรอง การเข้าเมืองไม่ยากค่ะ 1.นั่งรถเมล์สาย 170 จากด่านไปลง MRT Kranji (เป็นชื่อของ MRT สายสีแดง)ไม่ต้องกลัวลงไม่ค่ะ เพราะป้ายนี้คนจะลงกันเยอะมากหรือแทบจะเรียกได้ว่าทั้งคนเลยทีเดียว 2.แล้วต่อ MRT ไปที่พักของเราในวันนี้นั่นคือ Beary nice hostel ค่ะ ให้ลง MRT chinatown แล้วเดินไปที่ Smith street ราคา 26 SG เท่านั้น ราคาถูกแถมสะดวกด้วยค่ะ”

“หลังจากเช็คอินและเก็บของแล้ว เราก็เดินจากที่พักไปห้าง people’s park center ย้ำว่า center ไม่ใช่ complex นะค่ะ เดินจาก smith street ไปหน้าปากซอยแล้วเลี้ยวขวามองหาห้าง people’s park center ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเดินนิดเดียวเองค่ะก็ถึง เรามาที่ห้างนี้เพื่อจะซื้อตั๋ว USS ในราคา 60 SG ที่ร้าน Sea wheel travel ที่อยู่บนชั้น 3 มองหาร้านเขียวๆใหญ่ๆนั่นแหละค่ะ ใช่เลย หลังจากซื้อบัตร USS เราก็หาข้าวกินที่ food court ชั้นใต้ดิน ราคาไม่แพงค่ะอยู่ที่จานละ 3-5 SG หลังจากกินอิ่มเราก็ลุยต่อที่ Orchad road โดยนั่ง MRT จาก chinatown ไปลง orchard แล้วก็เดินเล่นย่านนี้ไปเรื่อยๆ ย่ำว่าเดินเล่นจริงๆเพราะของแต่ละอย่างแพงงงง ขอชมอย่างเดียวไม่ซื้อดีกว่า”

“เดินเล่นจนซักสามทุ่มครึ่งก็กลับที่พักทางเดิมกับที่เรามา อาบน้ำและเก็บกระเป๋าออกจากที่พักก็ประมาณสี่ทุ่มครึ่งพอดี เรานั่ง MRT จาก china town ไปลง Kranji แล้วต่อรถเมล์สาย 170 เหมือนเดิมกับที่เรามา พอออกจากด่านสิงคโปร์ก็ให้นั่งรถสายเดิม ไปด่าน มาเลเซีย ออกจากด่านมาเลเซียก็นั่งรถสายเดิมไปลงที่ท่ารถ Larkin bus station รวมเวลาจากที่พักจนถึงท่ารถที่มาเลเซียก็เกือบๆสองชั๋วโมง เรามาถึงที่ท่ารถประมาณ 24.15 น. ซึ่งรถรอบสุดท้ายที่จะไป KL ออก 24.30 น. ถือว่าทันพอดี เราจัดการซื้อตั๋วรถ ราคา 35 RM แบบ VIP คือ ที่นั่ง 3 แถว รถมาถึงที่ KL ตอนประมาณ 04.15 สรุปแล้วใช้เวลาแทบจะไม่ถึง 4 ชั่วโมงจากยะโฮร์บารูไป KL รถมาส่งเราที่ไหนก็ไม่รู้เราจึงเดินหาร้านอาหารนั่งกินมื้อเช้ารอเวลารถไฟวิ่งตอนหกโมงเช้า พอเช้าเราจึงได้รู้ว่ารถบัสมาส่งเราที่ท่ารถ Pudu station เรานั่งรถไฟฟ้าจากสถานี plaza rakyat ไปลง KL sentral เพื่อฝากกระเป๋าและล้างหน้าล้างตา”

“วันที่ 4 สุดท้าย ภาระกิจทื่จะต้องทำนั่นก็คือการขึ้นตึกแฝดและซื้อของตามรายการที่เขาฝากซื้อ
เวลาประมาณเจ็ดโมงเราก็นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่ KLCC เพื่อไปต่อแถวรับบัตรคิวขึ้นตึกแฝด ตอนนี้เขาเปลี่ยนระบบใหม่แล้ว การขึ้นตึกแฝดจะมีแบบเดียวแล้วคือให้ขึ้นไปทั้งที่สะพานและชั้น 86 เรียกง่ายๆว่าเเพคเกจเหมาจ่ายนั่นเอง ราคา 50 RM แพงใช้ได้เลยทีเดียว ไหนๆก็ต่อแถวแล้ว ขึ้นก็ขึ้น เราได้คิวขึ้นตึกตอน 10 โมงเช้า เราจึงไปหาข้าวกินกันที่ food court ก่อน พอใกล้ 10 โมง ก็ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ ใช้เวลาในการชมทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง ถือว่าคุ้มพอควรเพราะวิวที่เห็นมัน 360 องศาจริงๆ ถ้าไม่ติดว่ามีหมอกเราคงเห็นไปถึงเก็นติ้งเลยทีเดียว ”

“หลังจากลงจากตึกแฝดเราก็จัดการซื้อของที่เขาฝากซื้อที่ Sephora shop ที่อยูใน KLCC ซื้อของเสร็จก็ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะถ่ายรุปตึกแฝดจากข้างล่างซักหน่อย แล้วก็ไปเดินชอปหาโดนัท J Co กินที่ Pavillion ซะหน่อย …ชิลๆ ก่อนกลับก็เดินเล่นย่าน Bukit bintang ช่วงนี้ vnc กำลังลดราคานะค่ะ ใครไปมาเลเซียก็อย่าลืมเตรียมเงินไปชอปด้วยล่ะกันนะ เพราะเจ้าของกระทู้ก็ได้กระเป๋ามาหนึ่งใบลดตั้ง 50% แน่ะ ถูกมากก รองเท้าก็น่าช๊อป”

“สรุปค่าใช้จ่ายหลักๆ

ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ KL 2555 บาท

ค่ารถไปมะละกาจากสนามบิน 22 RM ประมาณ 220 บาท

ค่าที่พักที่มะละกา 20 RM ประมาณ 200 บาท

ค่ารถไปสิงค์โปร์จากมะละกา 20 RM ประมาณ 200 บาท

ค่าบัตร eazy link 12 sd + เติมเงิน 10 sd ประมาณ 550 บาท

ค่าที่พัก Beary nice hostel 26 sd ประมาณ 650 บาท

ค่าบัตร USS 60 sd ประมาณ 1500 บาท

ค่ารถจากยะโอร์บารูไปเคเเอล 35 RM ประมาณ 350 บาท

ค่าขึ้นตึกแฝด 50 RM ประมาณ 500 บาท

ค่ารถจาก KL sentral กลับ LCCT 9 RM ประมาณ 90 บาท

รวมแล้วประมาณหกพันกว่าบาทที่เหลือก็เป็นค่ากิน

ป.ล. อยากจะบอกว่าที่สิงคโปร์เจ้าของกระทู้ไม่ได้ซื้อน้ำกินเลยเพราะน้ำก็อกที่สิงคโปร์สามารถกินได้ ประหยัดได้หลายอยู่ค่ะ ”